วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

๑๐. Golden Monkey

        หลังจากเราเจาะนครวัดออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยหิวกระหายแล้ว  ในใจท้าวไซยคำเลาะ ตระหวัดไปถึงรอยยิ้มและการร้องเชิญชวนของสาวๆ หน้าปราสาทนครวัด สาวแต่งชุดดำ หมวกแดง  ครั้นเดินออกมาถึงด้านหน้าปราสาทนครวัด  ร้านจะอยู่ซ้ายมือ แต่ถ้าเข้าไปร้านจะอยู่ขวามือ ชื่อ ร้านลิงทอง  หรือ Golden Monkey           

            การสร้างร้านนี้ไอเดียดีมาก เพราะใช้รถยนต์มาดัดแปลงเป็นร้าน เปิดฝาข้างมีบันไดเดินขึ้นไป ๓ ขั้นก็ถึง  ร้านค้าโอ่อ่าสวยงามจัดแบบหรูหราดูดีตามสภาพ  มีโต๊ะนั่งทาสีส้มสดใส หลายโต๊ะ ตอนเราเข้าไปนั่งมีแขกนั่งอยู่แล้วโต๊ะหนึ่ง  เราก็เข้าไปแจม  คณะสาวๆ หนุ่มๆ ก็เร่เข้ามาต้อนรับทันที 

      ท้าวไซยสังเกตดูลีลาการเปิดการขายน้ำของเธอแบบมืออาชีพ  อันดับแรก คือการพูดทักทายพร้อมรอยยิ้ม พวกเธอจะถลาเข้ามาพูดคุยทักทายเป็นภาษาไทยว่า สวัสดีค้า  อาจจะโดยประสบการณ์เพราะนักท่องเที่ยวมามากมาย คงสังเกตุความแตกต่างออกว่าเป็นชนชาติใด  
     มีพนักงานเสริฟผู้ชายแต่ร้านนี้ปล่อยสาวๆ เข้ามาดูแล คงเห็นท้าวโซคท้าวไซยหน้าตาดี  คนที่เข้ามาแนะนำสินค้าชื่อว่า  เพชร โสรยา คิ้วโก่งตาคมบาดใจให้หัวใจหนุ่มเหลือน้อยแบบท้าวไซยหวิวหวั่นสั่นไหวรอนๆ หลังจากเอารายการมาให้ดูแล้ว เธอแนะนำว่า น้ำมะม่วงของเธออร่อยมาก  ต่างก็ให้รายการเธอไปให้จัดการให้ฝ่ายผลิตปรุงน้ำปั่นตามรายการที่บนรถ  ระหว่างรอก็หันหน้าไปดูนักท่องเที่ยวที่เดินไปมาขวักไขว่หลายชนชาติเพลิดเพลินดี  ถ้าคิดแบบเล่นๆ  มาไม่ศึกษาค้นคว้าก็มาดูก้อนหิน  ถ้าดูแบบเจาะลึกเหมือนคณะท้าวไซยก็เป็นการเดินทางที่ได้ความรู้มากมายหลายศาสตร์ตามความถนัดสนใจแต่ละคน
       สักครู่หนึ่งสาวขะแมร์ เพชร โสรยา ตาคมบาดใจผิวสีแทนกำลังงามก็เอามาส่ง  คราวนี้ก็ใช้ภาษาอังกฤษสัมมนากัน  ท้าวไซยก็ภาษาอังกฤษมั่วซั่วไปมา  สนุกดี
          สาวเพชร โสรยา ตาคมพูดภาษาอังกฤษได้ดี  รับลูกค้าแบบบริการด้วยใจ ฝรั่งคงใช้คำว่า Mind Services  พูดคุยกันสนุกสนานดี  
       คนสวยในภาษาเขมร ใช้คำว่า ละออจะนับ  หรือสะอาด  ท้าวโซคก็ซดกาแฟเอคเพรสโซ่  ผู้จัดการต้อยก็ดูดน้ำมะม่วง ดร.นิดก็สั่งน้ำมะนาว  ท้าวไซยก็น้ำมะพร้าว แต่ทุกอย่างในร้านนี้น่าดื่ม น่าทานมาก ยิ่งร้อนๆ แบบนี้ ทานอะไรก็แซ้บบบ.... ละเบ๋อ
      สาวขะแมร์ละออจะนับร้านนี้จะยืนเข้าแถวเรียกแขกยกมือไหว้ตามวัฒนธรรมของเขมร ปากก็ร้องเชิญชวนนักท่องเที่ยวไปตามแต่ละชนชาติ  ญี่ปุ่นก็ร้องโอไฮ่โย  จีนก็หนีห่าว  เวียตนามก็ซินจ่าว  ฝรั่งเศส บ๋องชัวร์  ถามชื่อสาวเสริฟว่าชื่อ สุภา คนนี้ไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษ  อีกคนชื่อ สะไลเลิศ มาทำงานที่นี่ได้ ๗ วัน  
          ส่วนสาวเพชรโสรยาของท้าวไซยบอกว่ามาทำงานที่นี่ได้ ๑ ปีแล้วมีหน้าที่บริการลูกค้า  บอกไปว่าท้าวโซคมีร้านอยู่ยังขาดผู้จัดการอยากพาไปอยู่เมืองไทยด้วย โอเคไหม  เธอหัวเราะอายม้วนต้วน  บอกว่า ข้อยบ่ฮู้  

       เนื่องด้วยภาษาอังกฤษท้าวไซยกระท่อนกระแท่นมาก  เลยต้องให้ ดร.นิดเข้าไปสอบถาม น้องเพชรคนสวยของเรา (อิอิ) บอกว่าเธอเป็นผู้ช่วยหัวหน้าร้านนะ ไม่ธรรมดา
        หลังจากพูดคุย ถ่ายหนังเอาไว้มาโปรโมทการท่องเที่ยวของเสียมเรียบให้แล้ว  ก็ได้เวลาพอสมควรในการเดินทางไปชมปราสาทอื่นต่อไป
        ก่อนออกเดินทางก็ไปร่ำลาทักทายสาวขะแมร์ทั้งหลาย ด้วยความอาลัยอาวรณ์(อ้วกกกก....) โบกมือบ้ายบายกัน คราวหน้ามีโอกาสจะมาใหม่นะจ๊ะ  ตะเอง
        คราวนี้ ทำหัวใจหล่นหายที่เสียมเรียบตรงหน้าปราสาทนครวัด  ฝากไว้ก่อนเด้อสาวเพชร โสรยา เด้อ...คราวหน้าจะมาเอาคืน ละเบ๋อ....

ระหว่างเดินทางไปปราสาทพนมบาเค็ง 
 ให้คร่ำครวญคิดถึงสาวกัมพุช 
 เพชร  โสรยา  เป็นเพลงดังๆๆ

ละอ้อ  ละออ  ละออ จะนับๆๆ  
เห็นเจ้าปุ๊บปั๊บ  หัวใจท้าวไซยหล่นหาย  
จำพรากโสรยา คิดถึงกานดาอยู่ไม่วาย  
ช่างแสนเสียดาย  ไม่คลายคิดถึงน้องนาง.....

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

๙.ความศรัทธาของสุริยวรมันที่ ๒ ต่อพระวิษณุ



      เมื่อใครมาเห็นปราสาทนครวัดแล้ว  ความเห็นส่วนตัวของบุคคลทั่วไป คงไม่พ้นเครื่องความประทับใจ ท้าวไซยคำเลาะผู้น่ารักและมักเลาะก็คือกัน  นั่นความอัศจรรย์ ความประหลาดใจและกลายมาเป็นความประทับใจในความยิ่งใหญ 
         ความประหลาดใจ อัศจรรย์ใจ ความฉงนสนเท่ห์ใจนั้น  ภาษาคนเผ่า จปท. เจ๊กปนผู้ไทอย่างท้าวไซยคำเลาะ เรียกว่า  งึด   ใช่หละซิ...ก็ใครจะไม่งึดหละ  และต้องงึดหลายด้วย  เพราะปราสาทนครวัดนั้น  มีเหตุให้งึดอยู่หลายประการ  
             ถ้าว่าตาม หลักการพระพุทธศาสนาแล้ว  ศรัทธาคือความเชื่อที่มีปัญญากำกับ  ศรัทธาที่ไม่มีปัญญา คือความงมงาย  ศรัทธาที่ขาดปัญญา ขาดเหตุผล ขาดความเป็นจริงของชีวิต ศรัทธานั้นเป็นความงมงาย
         ศรัทธาเป็นกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาปัญญา  ต้องมีเหตุผล  เป็นไปเพื่อให้เกิดวิริยะความพากเพียรปฎิบัติให้เกิดมรรคผล  และเกิดการพัฒนาปัญญา
      ศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนาจึงเป็นศรัทธาที่เป็นการสร้างปัญญาเพื่อหาเหตุผลควบคุมศรัทธาให้อยู่ในความหมายหนทางที่ถูกต้อง  
         การสร้างปราสาทนครวัดจึงต้องมีศรัทธาอย่างอย่างลึกซึ้งยิ่งใหญ่   จะว่าไปแล้วการสร้างปราสาทขอมทุกแห่งหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่โตของโลกทุกแห่ง ก็น่าจะมีเหตุจากศรัทธาความเชื่ออย่างมีเหตุผลในยุคสมัยนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น
         ตามประวัติที่ท้าวไซยไปค้นคว้ามาได้แบบสรุปกล่าวว่านครวัด (เขมรអង្គរវត្ត) เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์  เฉพาะองค์ปราสาทนครวัดได้เริ่มสร้างในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์





ปราสาทนครวัดมีขนาดใหญ่มากถึง 200,000 ตารางเมตร  สูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร 
มีแผนผัง ปราสาทตามความเชื่อทางฮินดู   มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติของศูนย์กลางจักรวาล กำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบ มหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง  มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี  หอสูง 60 กว่าเมตรศูนย์กลางของกลุ่มปราสาท อันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาล 
แค่ข้อมูลแบบสรุปมานี้ก็พอที่จะสร้างความ  งึด ให้คิดอย่างปวดสมองแล้วว่า  ความศรัทธา ความเชื่อของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ นั้นช่างมีความรักศรัทธาอย่างลึกซึ้งต่อองค์มหาเทพยิ่งนัก
พระองค์เชื่อถืออะไร ? สำหรับท่านที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลย ก็ขอสรุปประวัติท่านตามที่ไปลอกเขามาจากเวปวิกิพีเดียข้างล่างดังนี้
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_2
Suryavarman II Angkor Wat 0869.jpg
สูรยวรรมันที่ 2[1] เอกสารไทยบางทีว่า สุริยวรมันที่ 2 (เขมรសូរ្យវរ្ម័នទី២ สูรฺยวรฺมันที ๒อังกฤษSuryavarman II) สิ้นพระชนม์แล้วได้พระนามว่า บรมวิษณุโลก (เขมรបរមវិឝ្ណុលោក บรมวิศฺณุโลก) เป็นพระมหากษัตริย์แห่งจักรวรรดิเขมร เสวยราชย์ตั้งแต่ ค.ศ. 1113 ถึงราว ค.ศ. 1145-50
พระองค์สถาปนานครวัดถวายพระวิษณุ นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมเพื่อถวายแด่เทพยดา การศึกสงครามจำนวนมหาศาล และการปกครองที่เข้มแข็ง ทำให้พระองค์ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิเขมร
สูรยวรรมันขึ้นครองราชบัลลังก์จักรวรรดิเขมรสืบต่อจากธรณีนทรวรรมันที่ 1 ใน ค.ศ. 1113[5]:159 พราหมณ์ผู้เฒ่านามว่า ทิวการบัณฑิต (Divakarapandita) เป็นประธานในการราชาภิเษก นับเป็นครั้งที่สามในประวัติศาสตร์เขมรที่นักบวชเป็นประธานพิธีนี้[6]
จารึกหลายหลักว่า ในการราชาภิเษก สูรยวรรมันจัดมหรสพ และพระราชทานทรัพย์นานัปการแก่ทิวการบัณฑิต เช่น เสลี่ยง พัชนี ศิราภรณ์ ธำมรงค์ และคนโท เสร็จพิธีแล้ว พราหมณ์เฒ่าผู้นี้เดินทางต่อไปยังศาสนสถานต่าง ๆ ในแว่นแคว้นของพระองค์ รวมถึงปราสาทพระวิหาร (ប្រាសាទព្រះវិហារ บฺราสาทพฺระวิหาร) บนเทือกเขาพนมดงรัก (ជួរភ្នំដងរែក ชัวรภฺนํฎงแรก) ที่ซึ่งเขาได้รับปฏิกรรมทองคำรูปศิวนาฏราช[6]
ใน ค.ศ. 1119 สูรยวรรมันจัดราชาภิเษกอีกครั้ง เชิญทิวาการบัณฑิตเป็นประธานในพิธีเช่นเดิม



รัชกาลสูรยวรรมันบังเกิดความก้าวหน้าทางศิลปะและสถาปัตยกรรมอย่างยิ่ง สูรยวรรมันทรงถือไวษณพนิกาย (ถือพระวิษณุเป็นใหญ่) ต่างจากพระมหากษัตริย์เขมรพระองค์อื่น ๆ ที่ถือไศวนิกาย (ถือพระศิวะเป็นใหญ่) พระองค์จึงสร้างนครวัดถวายพระวิษณุ แต่นครวัดมาสำเร็จเอาเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว
สูรยวรรมันเป็นพระมหากษัตริย์เขมรพระองค์แรกที่ปรากฏโฉมในงานศิลปะ เช่น ที่นครวัดมีรูปสลักนูนต่ำของพระองค์ประทับนั่งบนราชอาสน์ สวมเครื่องทรงต่าง ๆ เช่น ศิราภรณ์ ต่างหู กำไลแขน กำไลเท้า สังวาลย์ ฯลฯ หัตถ์ขวาถือซากงู รายล้อมด้วยบริพารถือพัชนี แส้ และฉัตร ทั้งมีพราหมณ์ที่ดูเหมือนกำลังเตรียมพิธีอยู่ใกล้ ๆ และเหมือนกำลังประทับอยู่กลางป่า
ภาพการชนไก่ในปราสาทนครวัด

         ความเคารพเชื่อถือศรัทธาของพระเจ้าสูริยวรมันที่ ๒  ที่มีต่อพระวิษณุนั้นลึกซึ้งมากมายมหาศาลจึงเป็นเหตุที่มาของการสร้างองค์ปราสาทนครวัดแห่งนี้   แล้วพระวิษณุคือใคร ?
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8
      พระวิษณุ (สันสกฤต: विष्णु วิษฺณุ) หรือที่รู้จักกันในพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า พระนารายณ์ (สันสกฤต: नारायण นารายณ) เป็นหนึ่งในสามตรีมูรติมีหน้าที่คุ้มครองแลดูแลรักษาทั้ง 3 โลกตามความเชื่อของชาวฮินดู จากคัมภีร์พราหมณ์ 
        รูปร่างลักษณะมีพระวรกายจะมีสีที่เปลี่ยนไปตามยุค ฉลองพระองค์ดั่งกษัตริย์ มีมงกุฎทอง อาภรณ์สีเหลือง มี 4 กร ถือ สังข์ จักรสุทรรศน์ คทาเกาโมทกี แต่ที่จะพบเห็นได้บ่อยที่สุดคือถือ จักร์ สังข์ คทา ส่วนอีกกรจะถือ ดอกบัวบ้าง หรือ ไม่ถืออะไรเลยบ้าง (โดยจะอยู่ในลักษณะ"ประทานพร")
โดยปรกติ พระวิษณุ จะทรงประทับอยู่ที่เกษียรสมุทร โดยส่วนมากจะบรรทมอยู่บนหลังเศษนาคราช โดยมีพระชายาคือพระลักษมีมหาเทวี คอยฝ้าดูแลปรนิบัติอยู่ข้าง ๆ เสมอ พาหนะของพระวิษณุคือ พญาครุฑ
พระนารายณ์ทรงสุบรรณ
http://www.siamganesh.com/garuda.html
พระวิษณุ มีอีกพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า "หริ" แปลว่าผู้ดูแลแห่งจักรวาล  ถือเป็นเทพสูงสุด เพราะทุกอย่างเกิดจาก "หริ" โดย"หริ"ได้แบ่งตนเองออกเป็น 3 คือ
  • พระพรหม มีหน้าที่สร้างและลิขิตสรรพสิ่งทั้งปวงในทั้งสามโลก
  • พระวิษณุ หรือ พระหริ มีหน้าที่ดูแลทั้งสามโลกให้อยู่ในความเรียบร้อย และสมดุล
  • พระศิวะ มีหน้าที่ทำลายสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงในโลกทั้งสาม













       ดังนั้นความเชื่อถือศรัทธาของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  ซึ่งให้ความเคารพนับถือในเทพผู้ดูแลจักรวาล คือ พระวิษณุหรือหริ    ทำให้ท่านสร้างปราสาทนครวัดขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่สถิตย์ของเทพผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล  คือ พระวิษณุ  หรือ หริ  และแบ่งเป็นพระพรหมผู้สร้าง  พระวิษณุผู้ดูแล  พระศิวะผู้ทำลาย

         การก่อสร้างปราสาทนครวัดใช้เวลานานมากมายถึง ๑๐๐ ปี จึงแล้วเสร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่  งึด ที่สุดที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมา  ในสมัยนั้นไม่มีเครื่องมืออำนวยความสดวกในการก่อสร้าง เหมือนทุกวันนี้ 
        แต่กระนั้นก็ดี  มีประเทศใดในโลกปัจจุบันนี้ประเทศใดหรือไม่ที่คิดจะสร้างองค์ปราสาทให้ยิ่งใหญ่ในทุกด้านเหมือนพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  
                                  
       ยิ่งใหญ่ในความคิดที่จะสร้าง  
       ยิ่งใหญ่ในแบบแผนผังของการสร้าง 
       ยิ่งใหญ่ในการสร้างกำกับดูแลควบคุม  
       ยิ่งใหญ่ในการให้บริวารจำนวนมาก 
       ยิ่งใหญ่ในการจินตนาการว่าในอนาคตลูกหลานของท่านจะได้เอามาเป็นมรดกของโลก
       ยิ่งใหญ่ในศิลปะที่สวยงามลึกล้ำอลังการณ์
       สรุปได้ว่า พระองค์ท่านคิดใหญ่ไม่คิดเล็ก  คนที่จะคิดการใหญ่  จิตใจต้องยิ่งใหญ่ และบารมีต้องยิ่งใหญ่ตามด้วย  และสุดท้ายก็กลับมาที่เดิม คือ ศรัทธาที่เจือด้วยปัญญากำกับของพระองค์นี้เองเป็นเหตุมนุษย์เราในโลกปัจจุบันนี้ได้มาชื่นชมในผลของศรัทธาแห่งพระองค์
        ท้าวไซยคำเลาะกับคณะก็เช่นเดียวกันไม่ยกเว้น  เราแค่มาชมผลงานความคิดของพระองค์ก็แทบจะดูไม่ทันเวลา   ผลงานของความคิดเชื่อศรัทธาของพระองค์ทำให้เราเอามาเป็นแบบอย่างในการสร้างความดีงามที่ยิ่งใหญ่ต่อตนเองและโลก

         ระหว่างที่เดินชมและคิดไปตามผลงานความเชื่อของพระองค์นั้น  รู้และสัมผัสได้ในพลังความคิดและพลังปราณธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่พระองค์หลอมรวมทุกอย่างในจักรวาลให้มารวมกันที่ปราสาทนครวัดแห่งนี้

         ท้าวไซยเคยพูดไว้หลายเวที  หลายที่สถานว่า พลังความคิด ร่วมลิขิตสร้างสรรค์  ร่วมด้วยช่วยกัน  โลกปัจจุบันนี้ถ้าคิดอย่างมีศรัทธา ให้ยิ่งใหญ่  สร้างสรรค์ มีปัญญา  โลกนี้จะเจริญรุ่งเรือง น่าอยู่ยิ่งขึ้น
        คณะของเราจะได้กลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน  สัญญานี้ไม่คลอนแคลนเสื่อมคลาย  ว่าแต่คณะจะมาเมื่อไหร่ค่อยตกลงกันให้แน่นอนอีกที  หรือใครจะไปด้วยก็แจ้งล่วงหน้า...ไม่ผิดหวัง

     ท่องโลกกว้างกับท้าวไซยคำเลาะ ประทับใจตลอดกาล   ขอบอก....



















วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

๘.สาวงามอัปสราปราสาทนครวัด



 “นครวัด”หรือ “Angkor Wat”  
1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน 
สร้างขึ้นในสมัย“พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2” 
(ครองราชย์ พ.ศ.1655-1693)
ซึ่งใช้เวลาถึง 37 ปี(พ.ศ.1656-1693) 
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของกัมพูชา

       ในนครวัดจะมีรูปสลักนางอัปสราซึ่งมีรูปสลักนางอัปสรามากมาย จำนวน ๑๘๐๐  นางนับโดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสและชาวเขมรร่วมกันใช้ความพยายาม(อย่างสูง)เมื่อปี ๒๕๔๔ 
           แต่ละนางสวยสดงดงามดั่งสาวสวรรค์  ซึ่งท้าวไซยก็ยังไม่เคยไปสวรรค์  เพราะกลัวว่าไปแล้วจะไม่ได้กลับมา  แต่ก็เกิดความสงสัยอย่างมากเหมือนกันว่า  นางอัปสรา  หรือ นางอัปสร นั้นเป็นใคร มีที่มาอย่างไร   ได้ครั้นจะไปนั่งเทียนอ่านสรุปมาก็คงไม่ไหว  สมัยนี้ ทางไกล เวลาน้อย  งั้นเราไปหาความรู้จากอาจารย์วิ   wikipedia  ดูว่าอาจารย์จะบอกอะไร
 https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%A3

  อาจารยวิ  ได้บอกว่า....
  อัปสร หรือ นางอัปสร (สันสกฤต: अप्सराः อปฺสราะ, พหูพจน์ अप्सरसः อปฺสรสะ) ถือเป็นชาวสวรรค์จำพวกหนึ่ง มีเพศเป็นหญิง อาจเรียกว่า นางฟ้า ก็ได้ แต่ไม่ใช่เทวดา มีฐานะเป็นอมนุษย์ บังเกิดขึ้นเมื่อครั้งกวนเกษียรสมุทร เพื่อเอาน้ำอมฤตขึ้นมา ดังความปรากฏในมหากาพย์มหาภารตะ ของอินเดีย



คำว่า "อัปสร" นั้น มาจากคำว่า "อัป" (หมายถึง น้ำ) และ "สร" (หมายถึง การเคลื่อนไป) อัปสร จึงหมายถึง ผู้ที่เคลื่อนไปในน้ำ อันเป็นกำเนิดของนาง ทว่าโดยทั่วไป ถือว่านางเป็นชาวสวรรค์
ในเรื่องเล่าของอินเดียมีการกล่าวถึงนางอัปสรไว้มากมาย นับว่าเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่งในตำนานของอินเดีย ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าและชาวสวรรค์อื่นๆ
ตามตำนานของฮินดู กล่าวว่าพระพรหมทรงสร้างนางอัปสรขึ้น และเป็นนางบำเรออยู่ในราชสำนักของพระอินทร์ ในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ ได้กล่าวถึงนางอัปสรที่สำคัญไว้หลายตนด้วยกัน เช่น มัญชุเกศี, สุเกศี, มิสรเกศี, สุโลจนะ, เสาทมิณี, เทวทัตตะ, เทวเสนะ, มโนรม, สุทาติ, สุนทรี, วิคัคธะ, วิวิธ, พุธ, สุมล, สันตติ, สุนันทา, สุมุขี, มาคธี, อรชุนี, สรลา, เกระลา, ธฤติ, นันทา, สุปุษกลา, สุปุษปมาลา และ กาลภา




นางอัปสรมีอำนาจแปลงกายได้ ทั้งยังมีความสามารถในการขับร้องและเต้นรำเป็นอย่างยิ่ง ในราชสำนักของพระอินทร์มีนางอัปสรอยู่ 26 ตน แต่ละตนมีความสามารถในเชิงศิลปะต่างๆ กัน เทียบได้กับตำนานมูเซ (muse) ของกรีกโบราณ
นอกจากนี้ยังมีตำนานกล่าวต่อไปว่า นางอัปสรนั้นเป็นชายาของคนธรรพ์ ซึ่งเป็นนักดนตรีในสวรรค์ โดยนางจะเต้นรำไปตามจังหวะดนตรีที่สามีของตนบรรเลง โดยทั่วไปมีความเชื่อว่านางอัปสรเป็นเครื่องหมายแห่งความเจริญงอกงาม แต่บางถิ่นก็เชื่อว่าอัปสรมีอำนาจแห่งความชั่วร้ายอยู่ด้วย
ในปราสาทนครวัดของกัมพูชา มีการสลักภาพนางอัปสรไว้มากมาย โดยที่แต่ละรูปมีใบหน้า ท่าทาง และการแต่งกายที่แตกต่างกันไป


http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9480000131974

นอกจากอาจารย์วิ แล้ว  ท้าวไซยยังไปหา อาจารย์แมน  ซึ่งอาจารย์แมนก็มอบหมายให้ อาจารย์ปิ่น บุตรี เขียนไว้ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน  ๒๕๔๘ ได้ใจความดีมาก ของเอามาบางดุ้น  เอามาทุกดุ้นจะยาวไปว่า....

อัปสราผู้ต้องชะตากาม
       

       สำหรับการเกิดของนางอัปสราหรือที่บ้านเรามักเรียกว่า“นางอัปสร”ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงแปลความแบบตรงตามศัพท์ไว้ว่าหมายถึง“นางผู้กระดิกอยู่ในน้ำ”นั้น ส.พลายน้อย ได้เล่าไว้ในหนังสือเรื่อง“อมนุษยนิยาย”ว่า เหล่านางอัปสราที่เกิดมาล้วนแต่เป็นนางฟ้าหรือเทพธิดาผู้เลอโฉมที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างงดงาม
       
       แต่อนิจจา...นางอัปสราที่เกิดขึ้นมาตามตำนานที่ ส.พลายน้อยเล่า ถือว่าเป็นนางฟ้าที่โชคร้ายเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกนางถูกกล่าวหาว่าเป็นหญิงที่ไม่เคยรักใครจริงจัง ชอบเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆซึ่งก็คล้ายๆกับดาราในบ้านเราบางคน ทำให้เหล่าเทวดาและอสูรจึงเห็นนางอัปสราเป็นแค่นางบำเรอกามที่มีไว้เพื่อช่วยให้เสร็จสมอารมณ์หมายเท่านั้น 

 เรียกว่าตามตำนานนี้สร้างนางอัปสราให้ดูน่าสงสารกึ่งน่าสมเพชควบคู่กันไป โดยหลายๆคนเชื่อว่านางอัปสราในนครวัดสร้างขึ้นตามความเชื่อนี้ เพราะพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ต้องการสร้างนครวัดให้เป็นดังสวรรค์จำลองถวายแก่พระวิษณุ ด้วยเหตุนี้จึงได้สร้างนางอัปสราขึ้นมาเพื่อเป็นนางฟ้าฟ้อนรำ และนางบำเรอกามแก่เหล่าเทวดาที่อาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์(จำลอง)
       
        



อัปสราผู้ต้องชะตากรรม
       
       มาดูเรื่องราวของนางอัปสราในอีกหนึ่งคติความเชื่อกันบ้าง
       
       ความเชื่อนี้เชื่อว่านางอัปสราคือนางฟ้าหรือเทพธิดาผู้รับใช้และคอยดูแลศาสนสถาน ซึ่งความเชื่อนี้คล้ายกับความเชื่อของชาวเขมรที่พวกเขาต่างยกย่องนางอัปสราเป็นเทพธิดาผู้ดูแลศาสนสถานและเป็นเทพธิดาแห่งความดีงาม ที่หากใครได้ไปเที่ยวชมนางอัปสราตามปราสาทขอมต่างๆในเขมร ไม่ว่าจะเป็นนครวัด ปราสาทบันทายสรี ปราสาทบายน ฯลฯ ก็ไม่ควรที่จะนำความเชื่อเรื่องนางอัปสราเป็นนางบำเรอกามไปพูดคุยกับคนเขมร เพราะว่าดีไม่ดีอาจมีการต่อยตีกันได้
       
       กลับมาที่ความเชื่อเรื่องนางอัปสราเป็นเทพธิดาผู้ดูแลศาสนสถานกันต่อ เรื่องนี้ถือว่ามีเค้าต่อการสร้างรูปสลักนางอัปสราจำนวนมากมายในนครวัด เพราะพื้นที่ของนครวัดนั้นออกจะใหญ่โต ซึ่งก็ทำให้เหล่าเทพธิดาผู้ดูแลย่อมมีจำนวนมากมายตามไปด้วย
       
       อนึ่งเหล่านางอัปสราที่มีอยู่มากมายและถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการเดินชมนครวัดนั้น แต่ละนางถือเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของช่างชาวขอมโบราณที่ไม่มีการสลักหินซ้ำแบบกันแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะท่าทางที่เป็นอากัปกริยาเฉพาะตัวที่มีการถอดแบบมาเป็น“รำอัปสรา”หรือเรื่องของทรงผมที่มีมากมายหลายทรง ทั้งแสก แหวก เสย เกล้ามวย ผมทรงห่วง 1 ห่วง 2 ห่วง 3 ห่วง ผมชี้ ผมตั้งเด่ ผมทรงเซลล่ามูน และอีกสารพัดทรงจนหลายๆคนยกให้เหล่านางอัปสรานครวัดเป็นเจ้าแห่งแฟชั่นทรงผมนับจากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเพราะสารพัดทรงผมอันหลากหลายนี้หรือเปล่า ที่ทำให้ร้านเสริมสวยหลายๆร้านในเสียมเรียบนิยมประดับรูปนางอัปสราเอาไว้ 




อาจารย์ปิ่น  บุตรี  ยังแบ่งชนิดนางอัปสราออกหลายอย่าง

 นางอัปสรายิ้มแฉ่ง อยู่แถวซุ้มประตูชั้นแรกก่อนถึงตัวปราสาท ที่ถือเป็น 1 ใน 2 ของนางอัปสราทั้งหมดที่บนใบหน้ามีรอยยิ้ม(แฉ่ง)มองเห็นฟัน ซึ่งช่างที่สลักหินอัปสรานางนี้คงอารมณ์ดีมากสลักหินไปยิ้มไป สุดท้ายเลยใส่รอยยิ้มไปบนใบหน้านางอัปสราด้วย
    
       นางอัปสราผ้าหลุด มีอยู่หลายนางแต่ต้องสังเกตกันหน่อย ว่ากันว่าบางทีช่างขอมโบราณอาจตอกหินแรงไปหน่อย หรือไม่ก็เป็นอารมณ์อีโรติกแบบขำขำของช่างขอมโบราณเพราะอัปสราบางนางได้เอามือปิดของสงวนเอาไว้ด้วย
       นางอัปสราตะปุ่มตะป่ำ มีอยู่ในบางซอกบางมุม เข้าใจว่าไม่ใช่นางอัปสราเป็นโรคเรื้อนอย่างที่ลานพระเจ้าขี้เรื้อนในนครธม แต่น่าจะมาจากช่างขอมโบราณเพิ่งสลักหินเสร็จยังไม่ได้มีการขัดแต่งให้เนื้อตัวนางอัปสราเกลี้ยงเกลาแต่อย่างใด
    
       นางอัปสราลิ้น 2 แฉก อยู่ที่องค์ปรางค์ประธาน ไม่รู้ว่าช่างขอมโบราณพลั้งมือสลักพลาดไป หรือว่าช่างคนนี้โดนสาวคนรักลวงหลอกจึงหาทางมาระบายออกที่รูปสลักนางอัปสราแทน 
แด่...“อัปสรา”เทพธิดาผู้ต้องชะตากรรมและชะตากาม/ปิ่น บุตรี
อัปสรามหาชนที่ปรางค์ประธาน
ถูกจับจนตัวมันเลื่อม
   นางอัปสราสุดอึ๋ม เมื่อขึ้นไปบนปรางค์ประธานฝั่งขวา ค่อยๆใช้สายตาแหงนมองไล่ขึ้นไป หากใครเห็นอัปสรานางหนึ่งมีถันกลมกลึงอึ๋มอั๋นกว่าใครเพื่อนนั่นแหละใช่เลย
    ด้วยความที่อัปสรานางนี้อยู่สูงจึงทำให้ถันของอยู่รอดปลอดภัยจากการถูกสัมผัสมาจนถึงบัดนี้
    
       ส่วนนางอัปสราที่สวยที่สุด จริงๆแล้วก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวว่าใครรักแบบไหน ชอบแบบไหน แต่ที่หลายๆคนยกให้ว่าเป็นนางอัปสราที่มีความสวยสง่าและมีองค์ประกอบแห่งความงามมากที่สุดก็คือ อัปสรานางหนึ่งที่แอบอยู่ในหลืบข้างช่องประตูใจกลางปรางค์ประธานที่มีใบหน้าอมยิ้มยกสองมือมือประคองถือดอกไม้ ที่ผมดูแล้วก็ให้รู้สึกเพลินตาเพลินใจดี
    
       แต่ว่าอัปสรานางนี้ไม่ใช่นางอัปสราที่ฮอตฮิตที่สุด เพราะนางอัปสรา(ขวัญใจ)มหาชนนั้นอยู่ที่ใกล้กับใจกลางปรางค์ประธานอีกเหมือนกัน
    
       อัปสรามหาชนนางนี้ คนเขมรที่นับถือนางอัปสราต่างเชื่อว่าใครที่อยากมีลูกหรือมีลูกยาก หากไปลูบจับถันของอัปสรานางนี้ก็จะได้ลูกสมดังปรารถนา
         แต่ว่ากับนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มักจะไปจับถันนางอัปสราแบบเอามันหรือไม่ก็จับตามคนอื่น จนทำให้เนื้อตัวท่อนบนของอัปสรานางนี้ถูกคนจับจนมันเลื่อม โดยเฉพาะที่ปทุมถัน 2 ข้างนี่ถูกลูบจับจนมันวับเหมือนลงแว็กซ์ยังไงยังงั้น ซึ่งผมถือว่ารูปสลักอัปสรามหาชนนางนี้มีชะตากรรมน่าสงสารที่สุดในนครวัด... 















"ต้นกำเนิดของนางอัปสร"
    มาจากตำนานการ "กวนเกษียณสมุทร"  ในตอนอวตารหนึ่งของพระนารายณ์มาเป็นเต่า (กูรมาวตาร )
        มีตำนานเล่าว่า เทวดากับอสูรมักจะสู้รบกันอยู่เสมอ และฝ่ายเทวดามักจะพ่ายแพ้ เนื่องจากต้องคำสาปฤาษีตนหนึ่ง เหล่าเทวดา จึงไปของให้พระนารายณ์ช่วยเหลือ พระองค์ได้แนะนำให้ทำพีธีกวนเกษียรสมุทร (กวนน้ำในมหาสมุทรให้เหลือเพียงหนึ่งถ้วย เพื่อเป็นน้ำทิพย์ เมื่อดื่มแล้วจะเป็นอมตะ ) แต่มหาสมุทรก็กว้างใหญ่มาก จึงต้องใช้เขาพระสุเมรุมาเป็นไม้กวน ใช้พระยานาคมาเป็นเชือก และปั่นดึง สองข้าง เทวดาจึงไปหลอกให้อสูรมาช่วยกวน และบอกว่าจะแบ่งน้ำทิพย์ให้ดื่ม และให้อสูรอยู่ทางหัวพระยานาค
        เมื่อกวนไปกวนมา แกนโลกอาจจะเกิดทะลุได้ พระนารายณ์จึงต้องอวตารลงมาเป็นเต่า เพื่อรองรับเขาพระสุเมรุ เมื่อกวนไปกวนมา พระยานาควาสุกรีเกิดความร้อนและระคายเคืองคอ จึงพ่นพิษออกมา พระศิวะกลัวว่าพิษจะไปทำลายล้างโลก จึงได้รับกลืนพิษไว้หมด ด้วยเหตุนี้พระสอของพระศิวะจึงมีสีดำ หลังจากเทพและอสูรกวนเกษียณสมุทรเพื่อเอาน้ำทิพย์แล้ว
       สิ่งที่ผุดขึ้นจากการกวนมี 10 อย่าง หนึ่งในจำนวนนั้นคือ "กลุ่มนางอัปสร"  เป็นหญิงงามทั้งหมดจำนวน 35 ล้านองค์ แต่จะด้วยอะไรก็ตาม หญิงเหล่านี้ไม่มีเทวะองค์ไหนรับไปเป็นชายาประจำตัวเสียให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดลงไป คงปล่อยนางไว้ลอยๆ บนสวรรค์
       แต่จะว่าเป็นอิสระมีสิทธิสตรีแบบหญิงแกร่งก็ไม่ใช่ เพราะเทพมักจะใช้นางอัปสรลงไปปฏิบัติงานบนโลกเป็นประจำ หน้าที่หลักก็คือไปยั่วยวนทำลายตบะของฤาษีที่ทำท่าว่าบำเพ็ญนานแล้วจะเก่งกว่าเทวดา พอฤาษีเสียที นางก็กลับขึ้นสู่สวรรค์
แต่บางครั้งเคราะห์ร้าย ถูกฤาษีโกรธสาปเอาให้มีอันเป็นไปก็มี
        ส่วนเทวดาผู้ใช้นางไปทำงานนั้นกลับรอดตัว นางอัปสรชื่อเมนกา เคยไปทำลายตบะของฤาษีวิศวามิตรสำเร็จ มีลูกสาวออกมาชื่อศกุนตลา 

       พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าทรงพระราชนิพนธ์เรื่องของนางไว้ชื่อ "ศกุนตลา"  เป็นของขวัญแด่พระคู่หมั้น คือพระวรกัญญาปทาน
         ทั้งนี้ยังไปหลอกล่อ ยั่วยวนอสูร เหล่าอสูรก็หลงเลห์วิ่งไล่ปล้ำเหล่านางอัปรา  ทำให้เหล่าเทพดื่มกินน้ำทิพย์จนหมดสิ้น เหล่านางอัปสรานี้ จึงได้ชื่อว่าเป็น นางบำเรอสวรรค์และจะอยู่ในสวรรค์ชั้นล่างๆ ที่ยังมีการติดอยู่ในความสุขสำราญแบบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยู่

        แต่ทั้งนี้.. ในบางความเชื่อ ก็มีเรื่องราวที่ต่างออกไปในเรื่อง "ต้นกำเนิดนางอัปสร" ในเรื่องเล่าของอินเดียมีการกล่าวถึงนางอัปสรไว้มากมาย นับว่าเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่งในตำนานของอินเดีย ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าและชาวสวรรค์อื่นๆ
        ตามตำนานของฮินดู กล่าวว่าพระพรหมทรงสร้างนางอัปสรขึ้น และเป็นนางบำเรออยู่ในราชสำนักของพระอินทร์ ในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ ได้กล่าวถึงนางอัปสรที่สำคัญไว้หลายตนด้วยกัน เช่น มัญชุเกศี, สุเกศี, มิสรเกศี, สุโลจนะ, เสาทมิณี, เทวทัตตะ, เทวเสนะ, มโนรม, สุทาติ, สุนทรี, วิคัคธะ, วิวิธ, พุธ, สุมล, สันตติ, สุนันทา, สุมุขี, มาคธี, อรชุนี, สรลา, เกระลา, ธฤติ, นันทา, สุปุษกลา, สุปุษปมาลา และ กาลภา

 










นางอัปสรากำศรวล



นางอัปสราวัยขบเผาะ

นางอัปสราร่าเริงสำราญ
        หลังกลับมาจากเสียมเรียบ  ได้เล่าเรื่องนางอัปสรานี้ให้อาจารย์สุถี แสนสุริยวงศ์  เป็นระดับครูบาอาจารย์ทางด้านจิตวิญญาณ  
       ท่านได้เล่าให้ฟังว่า  มีนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยเป็นสุภาพสตรีมีกระตังส์มาก ได้ไปเที่ยวเสียมเรียบ  ได้ไปเป็นรูปสลักทางอัปสรา แกะสลักเท่าตัวคนจริง  เธอถูกชะตามาก จึงของซื้อแล้วนำกลับมาเมืองไทย  ราคาไม่เกี่ยงเพราะมีกะตังส์  เมื่อเอามาแล้วได้เอามาตั้งไว้ที่บ้าน ซึ่งใหญ่โตมาก  นัยว่าจะเป็นเครื่องประดับบ้าน  
        ปรากฎว่า  ตั้งแต่วันแรกที่นำรูปสลักนางอัปรามาไว้ที่บ้าน  เธอนอนไม่หลับตลอด  ๗ วัน  ๗ คืน  ทำให้ลำบากยุ่งยากใจมาก  จึงขอคำปรึกษาอาจารย์สถี ที่สกลนคร   อาจารย์ได้แนะนำให้ทำขันธ์  ๕  เครื่องบวงสรวงสักการะ  บาสี ขนม นมเนย ผลไม้ น้ำท่าอุดมณ์สมบูรณ์  บอกกล่าวขออัญเชิญดวงวิญญาณที่สิงสถิตย์อยู่ในองค์สลักนางอัปสราว่า  ขอเชิญมาสถิตย์ในองค์สลักนี้ เพื่อรักษาคุ้มครองให้เจ้าของบ้านอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป 
               ตั้งแต่ทำพิธขอขมาบอกกล่าวแล้ว  เธอก็นอนหลับ สุขกายใจ ใช้ชีวิตปกติสุขดังเดิม....
              ถึงว่า ไม่เชื่อก็อย่าไปว่าคนอื่น  เพราะเป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล


นางอัปสราคู่แฝดที่สวยที่สุด


นางอัปราอารมณ์บ่จอย


นางอัปสราทิวาราตรี(ขาวดำ)

     ส่วนคาถามนตราบูชานางอัปสรานั้น  มีดังนี้   (อันนี้ก็อย่าลบหลู่ว่างมงาย  เพราะท้าวไซยก็มีติดตามมา ๗  ท่านเหมือนกัน  ไม่ทราบว่าเป็นนางอัปสราหรือเปล่า  แต่ที่แน่ๆ นอนไม่หลับไป คืนหนึ่ง  ตื่นมาพ่อปู่ฤาษีเลยให้ตักบาตรอุทิศกุศลให้ ไป ๗ วัน  อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอย่าโทรมาถาม...)

        ให้เริ่มท่องนโม ๓ จบ (อย่าว่า นะโม  นะโม  นะโม   แค่นี้นะ ให้ว่าจนจบบท  นะโมตัสสะ ภควะโต....)
       จากนั้นก็ให้ อธิษฐาน  คือคิดเอานั่นแหละ  แล้วท่องคาถาว่า


        อัป ปะ สะ ระ   มหา บา ระ มี 
     ภะ วัน ตุ เม        นะโมพุทธายะ

     มนตรานี้ เหมาะสำหรับนักแสดงทุกสาขาอาชีพ  รวมทั้งพวกทำงานด้านความสวยงาม  ร้านเสริมสวยสตรีด้วย  
     บูชาด้วยดอกไม้ ของหอม ผลไม้ แว่นหวี กระจก อื่นๆ ตามสมควร







นางอัปสรางามวิไล

นางอัปสรากรีดกราย



นางอัปสราสองนางพี่น้อง

นางอัปสราไฮโซที่สุด

นางอัปสราวัยละอ่อนน้อยสองพี่น้อง



นางอัปสราไฮโซแฟชั่น
หมายเหตุ 
              รูปทั้งหมดนี้มีรูปเดียวที่เป็นของกอปปี้มาจากเนื้อหาอาจารย์ปิ่น บุตรี  นอกนั้นเป็นรูปที่ท้าวไซยคำเลาะถ่ายเองทั้งหมด  ท่านใดประสงค์อยากเอารูปไปใช้งานใดๆ  ไม่ว่าทางการศึกษา  การค้า  ประดับร้าน  หรือแม้แต่เอาใส่กรอบไว้บูชา ขอให้เอาไปได้เลย  ท้าวไซยยินดีมอบให้เพื่อเป็นการทำทานบารมี 

        ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบุญนี้  
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พ่อหลวงของพวกเราทุกคน  ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย...