วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

๓.WelCome Siem Reap

                                       
เวลา ๑๓.๓๐ น.เครื่องแอร์แดงเหิรฟ้าพาลัดฟ้ามาเสียมเรียบ สาวแอร์เสื้อแดงดูแลดี  พากันนั่งบริกรรมหลับตาเอาพลังงาน ลัดฟ้ามาไม่นานก็ถึงแล้ว 
             
ตอนเครื่องจะลงมีพายุให้ตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ก็ปลอดภัยดี  ไม่ถึงต้องท่องคาถากันตาย ๕๕๕

  
เวลา ๑๔.๓๐ น. แอร์เอเชียร่อนถลาฝ่าสายฝนมาที่สนามบินเสียมเรียบ...ด้วยความปลอดภัยปนระทึกใจเล็กน้อย แต่ปลอดภัยดี  เมื่อเดินลงมาจากเครื่องบิน มีรถโฟร์วิวมารอคณะทัวร์มารอรับมากมาย  บางคนมาจับนักท่องเที่ยวที่นี่ก็มาก 
       สอดส่ายสายตามองหาอะเล็ค    เห็นหน้าแล้วถลามาสวัสดี  กอดทักทายกันปานฝรั่ง   แนะนำทุกคนให้ทราบชื่อเล่นกันแล้ว   มอบของฝากผ้าครามให้ ๑ ผืน บอกว่าจากร้านคุณนกลาบเป็ดดังมากของสกลนครประเทศไทย ดูท่าจะชอบใจมาก 
            คุณอะเลค พ็อพ หรือในภาษาเขมรว่า ปรึอะ แปลว่า ลูกหล้าสุดท้อง 
      สารถีอะเลค เอาพาหนะคู่ใจเป็น รถโฟร์วิว  คือสองล้อพ่วงมอเตอร์ไซด์ เรียกว่า ตุ๊ก ตุ๊ก เบาะสีส้มมารับระดับแขกวีไอพี คือ ไออ้วนพี แล้วพาร่อนขับเลนขวาถนนมาจนถึงโรงแรม ถนนไม่สอาดนัก มีฝุ่นมากปริวเข้าตาเข้าปาก   เรื่องนี้แก้ไขไม่ยาก  ให้เจ้าเมืองเสียมเรียบสั่งรถดูดฝุ่นจากเมืองไทยไปเลย ๑ คัน รับรองเมืองจะสะอาดปราศจากฝุ่นสวยงามแน่นอน  ท้าวไซยรับประกัน  ถ้ายังสงสัยให้มาศึกษาดูงานที่จังหวัดสกลนคร เมืองที่ถนนสะอาดที่สุด  ไม่มีเศษกระดาษ เศษฝุ่นผงเลย

       สารถีอะเล็คขับโฟร์วิว ๔ ล้อมาที่โรงแรมตาเน่ย  ( Tanei )ที่คุณต้อย  (ลับหลังเรียกว่า เจ้าแม่ต้อย) เช็คอินตามที่จองมาคืนละประมาณ ๗๐๐ บาทไทย  แค่นี้สบายๆ  พกมาหย่อนพันล้านเล็กน้อย   ผู้ชายให้ท้าวโซค ท้าวไซย นอนห้องเดียวกัน    เจ้าแม่ต้อย กับ ดร.นิด แยกกันคนละห้อง...
         สภาพห้องดูดีมาก มี ๓ เตียงไว้เก็บของ ๑ เตียง   น้ำร้อนลวกไข่ได้   แต่ต้องรีบไปชมปราสาทก่อน ใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

        จากนั้นอะเล็คพาโฉบไปซื้อตั๋วอีกสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ใช่ที่เดิมที่เคยมาเมื่อคราวที่แล้ว  แต่เป็นสถานที่เหมือนกับสถานีซื้อตั๋วรถ บขส.เมืองไทย  ผู้คนเข้าแถวซื้อตั๋วมากมายเป็นร้อยๆ คนแออัดไปหมด  การซื้อตั๋วที่นี่มีการถ่ายรูปนักท่องเที่ยวด้วย
        นัยว่าป้องกันการเอาบัตรให้เพื่อนยืมไปชม  การถ่ายรูปก็เป็นศิลปะ  ต้องเลือกท่าทางที่หล่อๆ หน่อย เราจึงใช้คาถาบอกไปว่า เนียงๆ ละออ จะนับ  เธอจะยิ้มแป้นอารมณ์ดีขึ้นมาก  หรือคาถาอีกบทหนึ่งว่า  เนียงๆ ใสสะอาด  บทนี้เธอก็จะยิ้มเหมือนกัน  คาถานี้ศักดิ์สิทธิ์มาก  ให้เอาไปทดลองใช้ได้

       ราคาตั๋วจะไม่เท่ากัน   ซื้อตั๋ว ๑ วัน ๒๐ ดอลล่าส์ ดูได้ ๑ วัน  แต่ถ้าตั๋ว ๓ วัน ๔๐ ดอลล่าส์ จะดูได้สามวันและกี่ปราสาทก็ได้  ส่วนมากนักท่องเที่ยวเลือก ๓ วัน  คณะท้าวไซยมาครบทีม ๔ คน ก็จ่าย ๑๖๐ ดอลล่า ก็ได้ตั๋วมาพร้อมมีรูปในตั๋วเป็นที่ระลึก
    จากนั้นอะเล็คก็พาบึ่งไปโฉบซุ้มประตูชั้นนอกของอังกอวัด ซึ่งเหลือเวลาเพียง ๓๐ นาที ได้ทำเวลาไปอย่างรวดเร็ว  เดินเข้าไปที่ประตูชั้นนอก  ใช้เวลาถ่ายหนัง ถ่ายภาพนิ่ง จุดขายมีหลายแห่งและตื่นตาตื่นใจมาก  ใช้เวลาคุ้มค่ามากจนเจ้าหน้าที่มาไล่ว่าหมดเวลาแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่
แสงตะวันจะลาโลก ส่องต้องประตูและยอดปราสาทนครวัด ช่างงดงามอลังการณ์ยิ่งใหญ่มาก  สุดจะเกินคำบรรยาย  บอกได้แต่เพียงว่าให้หาเวลาไปชมด้วยตนเองจะดีที่สุด
     











 ท่านใดคอมเม้นซ์ กดไลค์
ขอให้ถูกหวยล้อตเตอรี่งวดนี้...
๙  ล้านอย่างต่ำ...สาธุ


วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

๒.ตามล่าฝัน


วันที่ ๒๑ ตุลาคม พศ.๒๕๕๙


          มีผู้เปรียบเปรยไว้ว่า ชีวิตนั้นคล้าย"น้ำค้าง"ที่เกาะหยดอยู่ปลายใบไม้   ขอนำกลอนที่เคยเขียนไว้มาให้อ่านตรงนี้

น้ำค้าง
           เมื่อปลายฝน น้ำค้าง พร่างพรมหนาว
    รวมหยาดหยด ปลายใบราว รอร่วงหล่น

    เปรียบน้ำค้าง เหมือนชีวา ค่าของคน

    ทำความดี ก่อนร่วงหล่น ลงผืนดิน



ท้าวไซยคำเลาะ
วันพุธ ที่ ๑๒ ตุลาคม พศ.๒๕๕๙


          บางคนเปรียบไว้ว่า...
         ชีวิต คือการเดินทางอย่างไม่รู้จบสิ้น   
    ยิ่งการเดินทางในวัฎฎะสงสารของสรรพสัตว์   การเวียนว่ายตายเกิดนั้นยิ่งยากอย่างที่สุด  
      ชีวิต จึงเป็นของที่มีราคาคุณค่าสูงสุด
  
     ตุ่ย ตองเจ็ด เขียนโคลงชื่อ  ราคาชีวิต   ไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒  ดังนี้

                                       ราคาชีวิต 
                            วานบดินทร์ปิ่นเทวษ          ไท้ทั่ว  โลกา
                   เอื้อนเฉลยเอ่ยวาจา                    ข้าน้อย
                   ชีวิตคือราคา                               ใดท่าน
                   หรือต้องยกเอ่ยถ้อย                   หลี่ไป๋  คำกวี
                             ชีวิตคือหนทาง                 เดินไกล
                   ผ่านทุกข์สุขหมายใด                  แว่นแคว้น
                   ความตายเหมือนผ่านวัย           คืนกลับ
                   สู่ภูมิลำเนาแม้น                        มาดเมือง  มารดร
                             ชีวิตคือความฝัน              ยามหลับ
                   นานาอเนกนับ                          เกี่ยวข้อง
                   มีร้ายดีชั่วกลับ                         ใครช่วย
                   เพียงตื่นจากฝั่งฝัน                   ทุกข์สุข  มลายสูญ
                             อย่ามัวจริงจังกับ              ชีวิต
                   พรหมคงลิขิต                             หล้าฟ้า
                   ละครระเริงคิด                           ถ้วนทั่ว
                   สิ้นลมแรงลงม้วย                      ปิดม่าน  เวที
                             ชีวิตดั่งละออง                  แดนดิน  สถาน
                   ฤาเทียบกับจักรวาล                  ใหญ่กว้าง
                   มนุษย์ยามสิ้นปราณ                เหลือเพียง  กระดูก
                   ไม่อาจเสาะสรรอ้าง                 เอ่ยคำ  รำพัน
                             ดินกลบเป็นอาหาร        ไพรพฤกษ์
                   ใกล้นิทรานั่งนึก                        อาสัญ
                   ชีวิตเกิดขึ้นตรึก                        รอดับ
                   คุณค่าราคาเล่า                         คือสิ่ง  ใดไฉน
 ตุ่ย  ตองเจ็ด
            วันศุกร์ที่  ๒๐  สิงหาคม  พ.ศ. ๒๕๔๒

           เมื่อชีวิตเปรียบเหมือนหยดน้ำค้างที่พร้อมจะร่วงลงดิน และ ชีวิตเหมือนการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด  ก่อนจะร่วงลงดินทำไมไม่ท่องเที่ยวไปในโลกกว้างเพื่อหาคุณค่าความหมายและราคาให้ชีวิตตนเองสูงขึ้น
            ครานี้พยัคฆ์คำเลาะทั้งสี่ท่านมีแผนการเดินทางที่ต้องไปสมทบกันตามแผนการณ์ที่วางไว้  ท้าวไซย คำเลาะ  ท้าวโซค  คำเลาะ  อยู่ที่สกลนคร  จำต้องเดินทางไปสมทบกับทีมงานที่สนามบินดอนเมือง  กทม.
           ก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์  ท้าวไซยได้ข่าวว่าที่โรบินสันสกลนคร มีการลดราคากางเกงยีนส์โบวี่ ที่มีกระเป๋ามากมายหลายกระเป๋า เหมาะในการบรรจุสิ่งของในการเดินทางไปเสียมเรียบคราวนี้  จึงไปถอยมา ๑ ตัว ราคาพันกว่าบาท  และสอยเป้หลังลดราคาอีก ๑ ใบ เกือบพันบาท  ราคานี้ น้ำตาและขนหน้าแข้งร่วงไปเล็กน้อย  
            แต่อย่างไรก็ช่างเถอะ  ถือว่าตายแล้วไม่ได้ใส่  เมื่อสามปีที่แล้ว เดินทางไปเสียมเรียบ  กางเกงยีนส์สีดำเป้าแตก  อับอายขายหน้าชาวกำพุชนครมาครั้งหนึ่ง  ยังเก็บกางเกงตัวนั้นไว้เป็นที่ระลึก  คราวนี้ต้องไม่ประมาท  
         ส่วนรองเท้าเดินป่า เดินทาง  ซื้อถือมาจากไหโข่วเมื่อคราวไปเยี่ยมบ้านก๋งแซ่ตงที่เหวินชางเมื่อเดือนเมษายน ปีนี้  คู่ละ ๕๐๐ บาท ยังพอใส่ได้สบายๆ  
        คืนนั้นต้องเตรียมพาสปอร์ต  ยารักษาโรคพื้นฐาน สมุดบันทึก ปากกา  แว่นตาสองอันสั้นยาว เสื้อเอาไปสัก ๓ ตัว กางเกงเดินป่าอย่างดีของทหารอเมริกันรวมกับโบวี่ตัวใหม่ ๒ ตัว น่าจะพอ  แต่ถุงเท้ากับกางเกงในเอาไปมากหน่อย  กางเกงในก็ต้องยี่ห้องปิแอร์กางแดงหรือโจ๊กเกอร์ นะ  ยี่ห้ออื่น...คันว๊ะ...
           ส่วนหมวกใบนี้ซื้อมาจากเสียมเรียบคราวเมื่อสามปีที่แล้วใส่ดีมาก  เข้าป่ามาหลายป่าแล้วเอาไปด้วย  ที่ลืมไม่ได้เด็ดขาด คือ เงิน  ติดตัวไปไม่มาก ไม่ถึงพันล้านบาทเลย  และโอนไปให้ พยัคฆ์ต้อยล่วงหน้าแล้วหมื่นบาท  และจะแลกเงินดอลล่าไปด้วยที่สนามบินดอนเมือง  แค่นี้ก็นอนหลับไปทั้งคืนแล้ว  ไม่ได้กังวนใดๆ
            ตอนค่อนเช้าเวลาราวตีสี่  ตื่นขึ้นมาทำภาระกิจ นั่งสมาธิกรรมฐาน  สวดมนต์เจริญอาโปธาตุแผ่กุศลให้ดวงวิญญาณที่ทำประจำอยู่บ่อยครั้ง.....
           เช้ามืดวันนี้หลังจากนั่งกรรมฐานนอนพักตะแคงขวาสักครู่  ค่อนข้างแปลก  ภาพนิมิตผู้ชายนุ่งผ้าเตี่ยวสีเปลือกไม้ชุดเขมรโบราณกำลังพากันสะกัดหินน้อยใหญ่  หันหน้ามองไปพร้อมพนมมือยกไหว้ผู้ใหญ่ที่กำลังเดินทางมา  ทั้งคณะผู้ชายหญิงอีกกลุ่มปรากฎขึ้นที่อาศรมมากมาย  ไอ้เด็กน้อยเสื้อแดงมาเกาะโต๊ะอาหารขอรับทานแบบดูแล้วหิวโหย  แผ่อุทิศบุญให้ไป   ขอให้พวกเจ้าทั้งหลายรับกุศลผลบุญที่เราอุทิศให้นี้ด้วยความเป็นสุขหายทุกข์ด้วยเถิด
          หลังจากตรวจสอบสัมภาระสิ่งของให้เรียบร้อยอีกรอบหนึ่ง  เห็นว่าไม่ลืมอะไรแล้วใส่กุญแจล๊อคย่าม  ส่วนกล้องถ่ายรูป  พาสปอร์ต ถือติดตัวหิ้วขึ้นเครื่องบินนกแอร์ที่บริการดีที่สุดในโลก ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจจากน้องๆ ทั้งหลาย  ทั้งการบริการที่ประทับใจ  อย่างน้อยผิดพลาดอะไร  รอยยิ้มเธอก็ทำให้หัวใจท้าวไซยละลายโกรธน้องๆ ไม่ลง  อิอิ
      ได้เวลานัดไปรับท้าวโซคที่บ้านสกลวิลเล็จ  เดินทางมาเช็คตั๋วที่สนามบินสกลนครเลือกที่นั่งข้างหลังหน่อยๆ  พูดตรงๆ ไม่ชอบที่นั่งด้านหน้า  ชอบนั่งท้ายๆ รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว  ที่สำคัญเวลาปวดอึ ปวดฉี่  ออกจากห้องน้ำมาแล้ว  ผู้โดยสารอื่นไม่มองมาด้วยสายตาตลก  (เผื่อมันคิดในใจว่า ไอ้ท้าวไซยขี้แตก....ฮาฮาฮา)
     ตามธรรมเนียมจะไปเมืองนอกต้องมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก  แต่ทัวร์ท้าวไซย ท้าวโซค เป็นแบบซำเหมาทัวส์ไม่เป็นคนดีโด่งดังเหมือนไทบ้านเขา  ไม่มีใครมาคล้องพวงมาลัยให้เลย  กะอย่าดอกเนาะ เฮาคนจน  ละเบ๋อ...


                    

              ตอนเครื่องเหิรฟ้าขึ้นไปแล้วมีขนมจากน้องๆ มาแจก พร้อมน้ำดื่มแบบบรรจุใหม่ขวดเล็กไม่ต้องซีนฝาเหมือนเดิมแล้ว  สดวกดี  แต่กล่องขนมกระดาษ  ไม่มีรูปนกสักตัว มีแต่ป่าสีเหลืองดำเท่านั้น  อันนี้ควรไปเขียนรูปนกเพิ่มเติม  นี่บอกคาถาเคล็ดลับความเจริญของบริษัทให้แล้วนะ  ไปทำซะ จะได้รวยแสนล้าน
            ใช้เวลาไม่นานหลับไปเพียงงีบเดียวก็ถึงดอนเมืองแล้ว งัวเงียตื่นขึ้นมา  ผู้โดยสารคนอื่นก็ลุกขึ้นมาหมดทุกคนพร้อมค้นกระเป๋ามายืนรอนับเวลาดูประมาณ ๑๐ นาที ถึงได้ฤกษ์เดินลงเครื่องบินเข้าไปในอาคาร   ทั้งที่รู็ว่าต้องยืนนานก็ยืนรอ  นั่งรออีกสักหน่อยแล้วค่อยลงไปก็ได้ไม่มีใครว่าอะไร  
        ลงจากเครื่องเดินไกลพอเมื่อยนิดๆ  แต่น้อยกว่าสนามบินเหม่ยหลานที่ไหโข่ว และที่กวางเจา ที่นั่นต้องใช้รถรับจ้างขนคนไปคิดเที่ยวละ ๒ - ๓ ร้อยบาท

                                       
 ท้าวโซคท้าวไซยไม่ต้องรอกระเป๋าไม่ได้โหลดใต้ท้องเครื่อง  เดินออกมาก็เห็น ผจก.ต้อย เสี่ยวกันยืนรอรับอยู่แล้ว พร้อมกับบ่นเรื่องรถติดมาก  ทักทายกันแล้วก็เดินขึ้นไปร้านอาหารเมจิกฟู้ดคอร์ส  หาก๊วยเตี๋ยวทานพออิ่มท้อง  รอเครื่องแอร์เอเชียจะไปเสียมเรียบ  และรอ ดร.นิด ด้วย  
            ระหว่างเดินทางจะไปอาคาร ๒ ผ่านสถานที่แลกเงินของธนาคารบอกอัตราแลกเปลี่ยนให้เสร็จสรรพ  ก็เลยพากันแลกไว้ซะเลย  หนึ่งดอลล่าร์เท่ากับ ๓๔ บาทกว่าๆ      ท้าวไซยทำอะไรไม่เป็นกะเขา  ถ่ายรูปเซลฟี่ก็เหนื่อยแล้ว




   

            ทานอาหารไปคนละอย่างพร้อมน้ำเปล่าหมดไปแล้ว  ดูเวลาเที่ยงกว่าแล้ว ดร.นิด นิดส่งข้อความมาบอกว่าถึงอาคาร ๒ ส่งผู้โดยสารออกต่างประเทศ  
            ขึ้นมาชั้นที่ ๒ เช็คที่นั่งกับเจ้าหน้าที่แอร์เอเชียเป็นผู้ชายที่บริการดีมาก  จากนั้นเดินไปตรวจร่างกายร่างกายที่ด่าน ตม.  ต้องถอดอุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในตัวออก  สร้อยแหวนนาฬิกา  รองเท้า หมวก  กระเป๋า พาสปอร์ต มือถือ เอาทุกอย่างออกมาใส่ถาด ผ่านเครื่องสแกนหาของต้องห้ามมากมายหลายอย่างทั้งมีดพก ครีม น้ำ ระเบิด ไฟแชคร์  อื่นๆ มากมาย  ส่วนตัวคนก็ไปเข้าเครื่องยกมือเหนือไหล่สองข้างให้เครื่องตรวจ  เผอิญลืมเอาหวีออกจากกระเป๋าหลัง ต้องมายืนให้เธอตรวจหวี ตรวจกระเป๋าข้างกางเกงอีก  ดูวุ่นวายนิดหน่อย 
            จากนั้นก็เอาอุปกรณ์มาแต่งตัวใหม่ให้หล่อเหมือนเดิม  แล้วเดินลงไปรอขึ้นเครื่องที่ประตูรอออกเดินทาง  ประตู ๒  ชั้นล่างสุด  เครื่องจะออกไปเสียมเรียบเวลา  ๑๓.๓๐ น.
          ระหว่างที่รอขึ้นเครื่องสังเกตดูว่า พี่ฝรั่งจะมากกว่าพี่ไทย  กว่าเกินครึ่งของผู้โดยสารทั้งลำคงราว ๓๖๐  คนเต็มลำ  มีฝรั่งอยู่มากกว่า ๒๐๐ คนแน่นเครื่อง  คนไทยน้อยกว่า
        วิธีที่จะแก้ไขปัญหากันวุ่นวายรำคาญตอนตรวจที่ด่าน ตม.    ท้าวโซคบอกว่า ให้เอาของทุกอย่างมารวมไว้ในถุงเดียวกัน  สร้อยแหวนนาฬิกา กระเป๋าใส่กะตังส์เอามาให้หมด  พร้อมกับใส่รองเท้าแบบรองเท้าแตะจะดีมาก  เวลาสแกนรองเท้าจะได้ไม่ยุ่งยาก   
         ให้สังเกตในรูปท้าวโซคพับขากางเกง รองเท้าแตะคู่เดียว กระเป๋าเดียวก็ไปได้แล้ว  ปานนั้นกลับมายังบอกว่าคราวหน้าจะเอาเฟอร์นิเจอร์ไปน้อยกว่านี้     โฮ้ พระเจ้าจอร์จ นายยอดมาก....

  


        หลังจากได้เวลาที่เหมาะสมตามฤกษ์ยามอุบากอง  รถยนต์ก็มารับขึ้นรถ   ขับออกไปที่เครื่องบินแอร์สีแดง  เรียงแถวขึ้นไปอากาศร้อนมาก  เช่นเดิมไปนั่งค่อนท้ายแถวตามประสา  เดินหิ้วกระเป๋าฝ่าเข้าไประหว่างผู้โดยสารสองฝั่ง เท่ห์มาก...
              สาวแอร์เอเชียบริการดีเหมือนกันยิ้มสยามแย้มแจ่มใส  เธอมาบอกการบริการต่างๆ ข้อควรระวังและขายสินค้า  ลืมแล้วว่ามีขนมให้ทานหรือเปล่า  หรืออาจมีแต่ท้าวไซยนอนหลับไปก่อน  โดยไม่รู้ว่า เครื่องเหิรฟ้าตอนไหน  ฝันดีซะด้วย...

             ในฝันนั้นเริงร่าเทพอัปสร   เริงระบำรำฟ้อน  ต้อนรับเข้าสู่กำพุชชา
              ลีลาช่างอ่อนช้อย    ชม้ายชม้อยนัยนา    แพรพรรณอัญมณีแพรวพราวตา  แช่มช้อยสวยงาม

        เครื่องบินสะเทือนตึกๆๆๆ  อ้าว.... ตกหลุมอากาศหรือนี่ กัปตันบอกว่า   มีลมฝนพายุแปรปรวนทำให้เกิดสั่นทั้งลำ ปลุกท้าวไซยให้ตื่นจากหลับ  ฝันว่ากำลังดูระบำอัปสรา  เธอผวาเข้ามากอดแน่นร้องอื้ออือ.....
         ตกใจตื่นขึ้นมา   โอ้...ถึงแล้วหรือนี่  เสียมเรียบยินดีต้อนรับคณะ ๔ พยัคฆ์คำเลาะด้วยลมฝนที่เย็นฉ่ำดีแท้..แต่เสียดายจังกำลังฝันดี  อิอิ....


หมายเหตุ   
ท่านใดคอมเม้นท์  
ขอให้ถูกล็อตเตอรี่  ๑๘  ล้าน  สาธุ